ผ่อนบ้านพ้นโปร 3 ปี: เช็กลิสต์ Retention vs Refinance ลดดอกเบี้ยปี 2569
เจาะลึกทางเลือกผ่อนบ้านหลังพ้นโปรโมชั่น 3 ปีแรก เทียบ Retention ดอกเบี้ย 4.20% กับ Refinance 3.45% พร้อมสูตรคำนวณค่างวดและค่าธรรมเนียมจริง

สรุปภาพรวมผู้บริหารและประเด็นสำคัญ
การผ่อนชำระสินเชื่อบ้านหลังครบกำหนดสัญญา 3 ปีแรกในปี 2569 ต้องเผชิญกับการปรับขึ้นของดอกเบี้ยจากอัตราคงที่เข้าสู่ดอกเบี้ยลอยตัวเต็มรูปแบบ การเลือกปรับลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม (Retention) หรือย้ายสถาบันการเงิน (Refinance) ส่งผลต่อต้นทุนดอกเบี้ยตลอดสัญญานับแสนบาท
- อัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวที่ 2.50% ต่อปี ส่งผลให้ MRR เฉลี่ยธนาคารใหญ่อยู่ที่ 7.05% - 7.30% ต่อปี
- ดอกเบี้ยลอยตัวหลังพ้นโปรโมชั่นดีดตัวแตะ 5.50% - 6.20% ต่อปี ทำให้สัดส่วนการตัดเงินต้นลดลงฮวบ
- การทำ Refinance ได้รับดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำกว่าที่ 3.45% - 3.85% ต่อปี แต่มีต้นทุนค่าธรรมเนียมราว 1% - 1.5%
- การทำ Retention สะดวก รวดเร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ แต่อัตราดอกเบี้ยใหม่อยู่ที่เฉลี่ย 4.00% - 4.50% ต่อปี
บริบทของตลาดและพัฒนาการล่าสุด
ตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในเดือนตุลาคม 2569 ยังคงเผชิญกับโครงสร้างดอกเบี้ยระดับสูง โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 2.50% ต่อปี ส่งผลให้ผู้กู้ซื้อบ้านที่ผ่อนชำระครบกำหนดสัญญาช่วงโปรโมชั่น 3 ปีแรก กำลังเผชิญหน้ากับภาวะค่างวดปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อดอกเบี้ยปรับจากโปรโมชั่นเดิมที่เคยเฉลี่ยต่ำกว่า 3.50% ต่อปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ MRR - 1.25% ถึง MRR - 1.75% หรือคิดเป็นอัตราจริงราว 5.50% - 6.00% ต่อปี เงินค่างวดที่จ่ายในแต่ละเดือนจะถูกนำไปหักดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้กู้จึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการหนี้อย่างเร่งด่วน
ตัวชี้วัดทางการเงินและสินเชื่อที่สำคัญ
ทิศทางนโยบายการเงินและเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ
ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินและควบคุมหนี้ครัวเรือน ทำให้ธนาคารพาณิชย์กำหนดเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่ออย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตรวจสอบ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและสินเชื่อธนาคาร และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ผ่านเกณฑ์สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่เกิน 70% สำหรับกลุ่มลูกค้ารายย่อย
โครงสร้างสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันกำหนดให้อัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรกเป็นช่วงอัตราพิเศษ เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ แต่หลังจากเดือนที่ 36 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยจะปรับเข้าสู่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวอิงกับ MRR ทันที โดยปัจจุบัน MRR ของกลุ่ม 4 ธนาคารใหญ่อยู่ระหว่าง 7.05% ถึง 7.30% ต่อปี ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่าง 2 ทางเลือกหลัก:
- การขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม (Retention): ธนาคารมักเสนออัตราดอกเบี้ยลดหย่อนเฉลี่ยประมาณ 4.00% - 4.50% ต่อปี ไม่ต้องเสียเวลาตรวจรับรองเอกสารใหม่และแทบไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
- การรีไฟแนนซ์ไปยังธนาคารใหม่ (Refinance): สถาบันการเงินใหม่มักเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3 ปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 3.45% - 3.85% ต่อปี เพื่อจูงใจให้ย้ายฐานหนี้ แต่ผู้กู้ต้องแบกรับต้นทุนค่าประเมินราคา ค่าจดจำนอง และค่าอากรแสตมป์ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.0% - 1.5% ของวงเงินกู้คงเหลือ
ตารางการเปรียบเทียบและเช็กลิสต์ทางเลือกทางการเงิน 2569
| ธนาคารพาณิชย์ | ผลิตภัณฑ์ / สินเชื่อ | อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น | MRR / เงื่อนไขและข้อกำหนด |
|---|---|---|---|
| ธนาคารกรุงเทพ (BBL) | สินเชื่อบ้านบัวหลวง (Refinance) | เฉลี่ย 3 ปีแรก 3.45% - 3.75% | MRR 7.05% ต่อปี ฟรีค่าจดจำนองเมื่อสมัครประกัน MRTA ตามเงื่อนไข |
| ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) | สินเชื่อบ้านกสิกรไทย รีไฟแนนซ์ | เฉลี่ย 3 ปีแรก 3.55% - 3.85% | MRR 7.30% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมินตามเกณฑ์ LTV |
| ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) | สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน SCB | เฉลี่ย 3 ปีแรก 3.60% - 3.90% | MRR 7.30% ต่อปี เลือกระยะเวลาผ่อนได้สูงสุด 30 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 65 ปี |
| ธนาคารกรุงไทย (KTB) | สินเชื่อบ้านกรุงไทยรีไฟแนนซ์ | เฉลี่ย 3 ปีแรก 3.40% - 3.70% | MRR 7.07% ต่อปี อัตราพิเศษสำหรับหน่วยงานต้นสังกัดที่มี MOU |
| ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) | สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี | เฉลี่ย 3 ปีแรก 3.45% - 3.80% | MRR 7.83% ต่อปี ฟรีค่าประเมินราคาหลักทรัพย์และค่าประกันอัคคีภัย |
ที่มา: รวบรวมจากประกาศอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นทางการของธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย อัปเดตปี 2569 (2026)
เปรียบเทียบข้อดีและข้อควรระวังทางการเงิน
ข้อดีและโอกาสในการประหยัดดอกเบี้ย
- ✓การ Refinance ช่วยลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกได้ต่ำกว่า Retention ประมาณ 0.50% - 0.80% ต่อปี
- ✓สามารถขอกู้เงินสดเพิ่มส่วนเกิน (Top-up) จากราคาประเมินใหม่เพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องหรือปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง
- ✓การทำ Retention ช่วยประหยัดเวลา อนุมัติไวภายใน 7-14 วันทำการ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1%
ความเสี่ยงและภาระที่ต้องบริหารจัดการ
- ✕Refinance มีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ ค่าประเมินราคาหลักประกัน 2,500 - 3,500 บาท และค่าประกันอัคคีภัยใหม่
- ✕ต้องผ่านกระบวนการตรวจประเมินเครดิตบูโร ตรวจสอบรายได้ใหม่ และต้องผ่านเกณฑ์ DSR ไม่เกิน 70% อีกครั้ง
ข้อควรระวังเรื่องดอกเบี้ยและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

“การเลือกสินเชื่อบ้านในยุคปัจจุบัน ผู้กู้ต้องคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) และความสามารถในการชำระหนี้ตามเกณฑ์ DSR มากกว่าดูเพียงดอกเบี้ยโปรโมชั่นช่วงสั้น”
การคำนวณค่างวดและแบบจำลองทางการเงิน
การเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่แท้จริงจำเป็นต้องอาศัยแบบจำลองคณิตศาสตร์ทางการเงิน โดยผู้กู้สามารถทดลองประเมินตารางชำระหนี้ผ่าน คำนวณสินเชื่อบ้าน เพื่อให้เห็นภาพผลต่างของเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างชัดเจน:
1. แบบจำลองภาระหนี้และค่างวดเริ่มต้น
สมมติฐานยอดหนี้คงเหลือ 3,000,000 บาท ระยะเวลาผ่อนที่เหลือ 27 ปี (324 เดือน):
- กรณีไม่ดำเนินการใดๆ (ปล่อยลอยตัว): อัตราดอกเบี้ย 5.80% ต่อปี ค่างวดประมาณ 18,500 บาท/เดือน (เป็นเงินต้นเดือนแรกเพียง 3,999 บาท ดอกเบี้ยสูงถึง 14,501 บาท)
- กรณี Retention กับธนาคารเดิม: ดอกเบี้ยปรับลงเหลือ 4.20% ต่อปี ค่างวดจะอยู่ที่ประมาณ 15,600 บาท/เดือน (เป็นเงินต้นเดือนแรก 5,099 บาท ดอกเบี้ย 10,501 บาท) ประหยัดได้ 2,900 บาท/เดือน
- กรณี Refinance ไปธนาคารใหม่: ดอกเบี้ยโปรโมชั่นเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.50% ต่อปี ค่างวดจะลดลงเหลือ 14,400 บาท/เดือน (เป็นเงินต้นเดือนแรก 5,649 บาท ดอกเบี้ย 8,751 บาท) ประหยัดได้ 4,100 บาท/เดือน
2. ผลกระทบต่อกระแสเงินสดและการคำนวณจุดคุ้มทุน
ส่วนต่างระหว่างการ Refinance และ Retention อยู่ที่ประหยัดได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 1,200 บาท หรือรวม 43,200 บาท ในระยะเวลา 3 ปี (36 เดือน) อย่างไรก็ตาม ต้นทุนในการ Refinance ยอดหนี้ 3,000,000 บาท มีดังนี้:
- ค่าจดจำนอง 1% เท่ากับ 30,000 บาท
- ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ประมาณ 3,000 บาท
- ค่าอากรแสตมป์ 0.05% เท่ากับ 1,500 บาท
รวมค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 34,500 บาท ดังนั้น กำไรสุทธิจากการย้ายธนาคารหลังหักค่าธรรมเนียมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 8,700 บาท ตลอดช่วง 3 ปี ซึ่งหากธนาคารใหม่ไม่มีโปรโมชั่นฟรีค่าจดจำนอง การเลือก Retention อาจให้ความคุ้มค่าและสะดวกสบายมากกว่า
3. การประเมินเกณฑ์ DSR และคำแนะนำเชิงกลยุทธ์
- ตรวจสอบสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR): ภาระผ่อนค่างวด 14,400 - 15,600 บาท ผู้กู้ควรมีรายได้สุทธิต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 25,000 - 30,000 บาท เพื่อให้ DSR อยู่ในระดับไม่เกิน 50% - 60%
- กลยุทธ์การโปะค่างวด: หากผู้กู้ยังคงจ่ายค่างวดเท่าเดิมที่ 18,500 บาท/เดือน ในอัตราดอกเบี้ย Refinance 3.50% ส่วนต่างเงินผ่อนที่เพิ่มอีก 4,100 บาท จะวิ่งไปตัดเงินต้นโดยตรง ช่วยย่นระยะเวลาผ่อนลงได้มากกว่า 5-7 ปี
รายการตรวจสอบเอกสารและเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อ
- ตรวจสอบประวัติเครดิตบูโร (NCB) และสถานะการชำระหนี้ย้อนหลัง 12 เดือน ต้องไม่มีประวัติค้างชำระหรือผิดนัดชำระ
- เตรียมเอกสารแสดงรายได้ล่าสุด ได้แก่ สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน และรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
- จัดเตรียมเอกสารหลักประกัน สำเนาโฉนดที่ดินหน้า-หลัง สำเนาสัญญาเงินกู้เดิม และใบเสร็จรับเงินค่างวดเดือนล่าสุด
- ตรวจสอบข้อกำหนดค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนด 3 ปีในสัญญาฉบับปัจจุบันเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ 3%
- คำนวณเปรียบเทียบข้อเสนอ Retention จากธนาคารเดิมกับแพ็กเกจ Refinance 2-3 สถาบันการเงินก่อนเซ็นสัญญา
เครื่องมือทางการเงินแนะนำ: คำนวณสินเชื่อบ้าน
คำนวณค่างวดบ้าน ดอกเบี้ย และตารางการผ่อนชำระแบบลดต้นลดดอก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเงินและสินเชื่อ
ควรยื่นเรื่อง Retention หรือ Refinance ล่วงหน้ากี่วันก่อนครบสัญญา 3 ปี?
ควรเริ่มเตรียมการล่วงหน้าประมาณ 45 - 60 วันก่อนครบกำหนดสัญญา 3 ปี โดยเริ่มจากการยื่นขอลดดอกเบี้ย Retention กับธนาคารเดิมก่อน หากข้อเสนอดอกเบี้ยยังสูงกว่าตลาด จึงค่อยยื่นเอกสารสมัคร Refinance กับธนาคารใหม่เพื่อให้ทันรอบตัดบัญชีพอดีโดยไม่ถูกคิดดอกเบี้ยลอยตัว
หากยอดหนี้คงเหลือต่ำกว่า 1,000,000 บาท ควรเลือกวิธีใด?
กรณีหนี้เหลือน้อยกว่า 1 ล้านบาท แนะนำให้เลือก Retention กับธนาคารเดิมเป็นหลัก เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ประหยัดได้จากการ Refinance มักไม่คุ้มกับต้นทุนค่าจดจำนอง 1% ค่าประเมินราคาหลักประกัน และค่าดำเนินการอื่นๆ เว้นแต่ธนาคารใหม่จะมีแคมเปญออกค่าธรรมเนียมให้ทั้งหมด



